มี cybersecurity certificate แล้วมีค่าใช้จ่ายอะไรตามมาบ้าง
คุ้มค่าหรือไม่? การรักษาใบรับรอง Cybersecurity หลายใบ
ในโลกของ Cybersecurity ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้และทักษะที่ทันสมัยถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนี้ หลายคนจึงเลือกใช้ “ใบรับรอง (Certificates)” เพื่อยืนยันความสามารถ และสร้างความน่าเชื่อถือในสายงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจสะสมใบรับรองไว้หลายใบ ซึ่งก็ตามมาด้วยคำถามสำคัญว่า
👉 การรักษาใบรับรองทั้งหมดนั้นคุ้มค่าหรือไม่?
บทความนี้จะพาคุณมาสำรวจทั้งข้อดี ข้อเสีย และแนวทางในการจัดการใบรับรอง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ว่าควร “รักษา” “ปล่อย” หรือ “เลือกต่ออายุเฉพาะใบ” ใดบ้าง
ทำไมใบรับรอง Cybersecurity ถึงสำคัญ
ในสายงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่จับต้องยาก การมีใบรับรองจึงเปรียบเสมือน “หลักฐาน” ที่องค์กรและลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจ เช่น
- องค์กรด้านการเงินและการธนาคาร มักต้องการบุคลากรที่ถือใบรับรองเช่น CISSP, CISM
- บริษัทที่ทำงานกับรัฐบาลหรือกลาโหม อาจกำหนดว่าต้องมี Security+, CEH
- สาย Penetration Testing นิยมใบรับรองอย่าง OSCP, GPEN
แต่เมื่อเรามีใบรับรองมากขึ้น คำถามคือจะรักษาไว้ทั้งหมดดีหรือไม่
✅ ข้อดีของการรักษาใบรับรองหลายใบ
1. เพิ่มความน่าเชื่อถือ
ใบรับรองที่ผ่านการสอบหรือการฝึกอย่างจริงจัง เป็นสัญญาณว่าคุณมีความรู้ตามมาตรฐานที่องค์กรยอมรับ ยิ่งถ้าเป็นใบรับรองระดับสูง เช่น CISSP หรือ OSCP ก็ยิ่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ
2. ก้าวหน้าในสายอาชีพ
หลายตำแหน่งงานกำหนดให้มีใบรับรองเฉพาะ หากไม่มี อาจหมดสิทธิ์สมัครตั้งแต่แรก ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการด้านความมั่นคงสารสนเทศ (Information Security Manager) มักต้องมี CISM
3. ได้เรียนรู้แบบเป็นระบบ
การสอบและการต่ออายุใบรับรองบังคับให้คุณต้องอัปเดตความรู้ เช่น เก็บ CPE/CEU ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้คุณติดตามแนวโน้มใหม่ ๆ อยู่เสมอ
4. โอกาสในการสร้างเครือข่าย
องค์กรออกใบรับรองมักมี community ของตัวเอง เช่น (ISC)² หรือ ISACA การเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้คุณเจอโอกาสงานใหม่ ๆ และได้แลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ
5. การยอมรับระดับโลก
ใบรับรองที่เป็นมาตรฐานสากลสามารถใช้ได้ในหลายประเทศ เหมาะกับคนที่อยากทำงานข้ามชาติ หรือองค์กรที่มีเครือข่ายทั่วโลก
❌ ข้อเสียของการรักษาใบรับรองหลายใบ
1. ค่าใช้จ่ายสูง
ค่าต่ออายุ ค่าสมาชิกประจำปี หรือค่าคอร์สเตรียมสอบรวมแล้วอาจหลายหมื่นถึงหลักแสนต่อปี โดยเฉพาะถ้ามีหลายใบพร้อมกัน
2. ภาระเวลา
การเก็บ CPE หรือการสอบซ้ำกินเวลาไม่น้อย ซึ่งอาจแย่งเวลาที่ควรใช้กับการพัฒนาทักษะจริงหรือทำโปรเจกต์ใหม่
3. เสี่ยงเป็น “นักสะสมกระดาษ”
ถ้ามีใบรับรองเยอะ แต่ขาดทักษะปฏิบัติจริง คุณอาจถูกมองว่า “สอบเก่ง แต่ทำจริงไม่เป็น” ซึ่งไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดี
4. ผลตอบแทนที่ลดลง
การมีหลายใบที่ซ้ำกัน เช่น CISSP + CISM + Security+ อาจไม่ได้เพิ่มมูลค่าเท่าไร แต่กลับทำให้โปรไฟล์ดูไม่ชัดเจนว่าคุณโฟกัสสายไหน
5. งานเอกสารและการจัดการ
การตามวันหมดอายุของใบรับรองหลายใบพร้อมกันอาจเป็นเรื่องปวดหัว หากพลาดต่ออายุยังต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อสอบใหม่
กลยุทธ์: จะรักษาใบรับรองอย่างไรให้คุ้มค่า
- เลือกคุณภาพมากกว่าปริมาณ
- เก็บเฉพาะใบที่เกี่ยวข้องกับงานปัจจุบันหรือเป้าหมายในอนาคต
- พิจารณาใบที่ได้รับการยอมรับสูง เช่น CISSP, CISM, OSCP
- ปล่อยใบที่ไม่จำเป็น
- ถ้าใบรับรองไม่ได้ช่วยเปิดโอกาสงานใหม่ ไม่จำเป็นต้องต่ออายุ
- ใช้ใบรับรองเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย
- แทนที่จะสะสมใบรับรองจำนวนมาก ควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดไปสู่ทักษะจริง เช่น เขียนรายงาน Pentest, สร้าง Security Policy, ทำ Automation Script
- เสริมด้วยผลงานจริง
- Portfolio, Open-source contribution, หรือการทำงานกับเครื่องมือจริงจะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือมากกว่าใบรับรองเพียงอย่างเดียว
- ทำแผนระยะยาว
- จัดลำดับความสำคัญ เช่น “ใบนี้ใช้สำหรับเลื่อนตำแหน่งใน 2 ปี” หรือ “ใบนี้เป็นบันไดไปสู่สายงานใหม่”
ตัวอย่างการจัดกลุ่มใบรับรอง
- ควรรักษา: CISSP, CISM, OSCP (เพราะมีมูลค่าในตลาดและช่วยสร้างความแตกต่าง)
- ควรมีถ้าเป็นไปได้: CEH, GPEN (ถ้าทำงานสาย Red Team หรือ Pentest)
- ปล่อยได้: ใบรับรองเบื้องต้นหรือซ้ำซ้อนที่ไม่ได้ใช้จริง เช่น Security+ (หากมี CISSP แล้ว)
สรุป
ใบรับรองด้าน Cybersecurity เป็น ดาบสองคม ที่ทั้งเสริมความน่าเชื่อถือและสร้างภาระค่าใช้จ่าย/เวลา หากคุณมีใบรับรองหลายใบ สิ่งสำคัญไม่ใช่การเก็บทั้งหมด แต่คือ การเลือกเก็บเฉพาะใบที่สอดคล้องกับเป้าหมายในสายอาชีพ
เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรไม่ได้จ้างคุณเพราะจำนวนใบรับรอง แต่เพราะ ทักษะจริงและผลงานที่คุณทำได้
หมายเหตุ: บทความนี้ใช้ AI ในการรวบรวมและสรุปข้อมูล